วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

ทำออส่วนหรือหอยนางรมทอดแป้งนิ่ม

สูตรอาหาร วิธีทำออส่วนหรือหอยนางรมทอดแป้งนิ่ม รสเด็ด หลายคนที่ชอบทานหอยนางรม อีกเมนูหนึ่งที่นำหอยนางรมมาผัดใส่ไข่แล้วรสชาติออกมาดีแซ่บเว่อร์ ลองมาดูสูตรเมนูอาหารนี้กันเลย...
ออส่วน
ส่วนประกอบ
  • แป้งท้าวยายม่อม ½  ถ้วย
  • น้ำ 1 ถ้วย
  • น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
  • เนื้อหอยนางรมตัวอ้วน 250 กรัม
  • ไข่ไก่ตีพอเข้ากัน 2 ฟอง
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอยช้อนโต๊ะ 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่นและใบผักชีสำหรับโรย
  • ซอสพริก
วิธีทำ
  1. ผสมแป้งท้าวยายม่อมกับน้ำในอ่างผสมให้เข้ากัน
  2. ตั้งกระทะหอยทอดบนไฟกลาง ใส่น้ำมัน พอร้อนจัด ใส่เนื้อหอยนางรม ตักแป้งที่ผสมราดบนหอย เทใส่ไข่บนแป้ง ใส่น้ำมันหอยและต้นหอม ผัดเร็วๆ พอทั่วให้แป้งและไข่สุก เสร็จแล้วปิดไฟ
  3. ตักใส่จาน โรยพริกไทยป่นและใบผักชี เสิร์ฟกับซอสพริก ( 2 คนรับประทาน) หรืออาจจะทำน้ำจิ้มขึ้นมาพิเศษสำหรับทานกับออส่วนโดยเฉพาะก็ได้ วิธีทำด้านล่างเลยครับ
เครื่องปรุงน้ำจิ้ม
  • ซอสพริก
  • พริกแดงสับละเอียด
  • น้ำตาลทราย
  • เกลือ
  • น้ำส้มสายชู
  • น้ำต้ม
วิธีทำน้ำจิ้ม
  1. เคี่ยวส่วนผสมของน้ำจิ้มทั้งหมดให้เดือดเข้ากัน
  2. พักให้หายร้อน ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟกับออส่วนได้เลย
เคล็ดลับ
ออส่วนหรือหอยนางรมทอดแป้งนิ่ม ให้อร่อยก็มีเคล็ดลับ เทคนิคนิดหน่อย การทำออส่วนต้องผสมแป้งให้ใสกว่าแป้งหอยทอด เพราะแป้งออส่วนจะมีความนุ่มเหนียวและใส เวลาผัดต้องผัดเร็วๆ ให้หอยสุกพอดี ไข่และแป้งสุกเกาะเนื้อหอย ยกเสิร์ฟร้อนๆ พอดี หากทิ้งไว้นานๆ น้ำในเนื้อหอยจะออกมาทำให้เสียรสชาติ
(รูปประกอบจาก นายเหลือง.คอม, kroobannok.com)

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

แกงเขียวหวานไก่

แกงเขียวหวานไก่เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ได้รับความนิยมกันมาก ในหมู่ผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นข้าวราดแกง หรือรับประทานกับขนมจีนก็อร่อยไม่น้อย ซึ่งเนื้อสัตว์ที่จะนำมาทำแกงเขียวหวาน ก็สามารถทำเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆไม่ว่าจะเป็น เนื้อวัว เนื้อหมู ไก่ ปลา กุ้ง ลูกชิ้นปลากราย หรือเมนูผักเพื่อสุขภาพก็ได้เช่นเดียวกัน แกงเขียวหวาน มีความหอมของพริกแกง และความหอมของเครื่องเทศ มีรสหวานมันของกะทิ นิยมรับประทานกับข้าวสวยหรือขนมจีนก็จะเพิ่มความอร่อยยิ่งขึ้น…ดังนั้น วันนี้เราจึงมีสูตรแกงเขียวหวานไก่รสชาติกลมกล่อมจัดจ้านมาฝากครับ ที่มีสูตรอร่อยๆดังนี้


เครื่องปรุงแกงเขียวหวานไก่

  • พริกแกงเขียวหวานผสมพริกแกงเผ็ดนิดนึง (ซื้อที่ตลาด…เดี๋ยวว่างๆจะเอาสูตรทำพริกแกงเด็ดๆมาฝากนะครับ)
  • สะโพกไก่ 500 กรัม
  • เครื่องในไก่ 500 กรัม (หรือมากกว่าได้ตามชอบ)
  • เลือดไก่ 1 ก้อน (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  • มะเขือเปราะ 500 กรัม
  • มะเขือพวง 500 กรัม
  • พริกขี้หนูสวน 100 กรัม (โขลกหรือบด ให้พอละเอียด)
  • กะทิสด 1½ เอาเฉพาะหัว หรือจะใช้แบบกล่องก็เอากล่องขนาด 1000 มิลลิลิตร
  • ใบโหรพา 200 กรัม
  • พริกแดงเพื่อตกแต่ง 1 เม็ด (ใส่หรือไม่ก็ได้)
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ หรือ น้ำปลา
  • น้ำตาลปิ๊ป 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นำเนื้อไก่ เครื่องในและเลือดไก่ มาล้างทำความสะอาด จากนั้นนำเนื้อไก่ต่างๆมาหั่นให้ได้ชิ้นพอดีคำ
2. เตรียมผักต่างๆสำหรับปรุงอาหาร
  • มะเขือเปราะล้างและ ผ่าครึ่งหั่น สี่ ชิ้น แช่ในน้ำผมสมเกลือเพื่อไม่ให้มะเขือดำ จากนั้นก็เด็ดมะเขือพวงลงไปแช่รวมกันด้วย
  • ใบโหรพาเด็ดเอาแต่ใบล้างน้ำแล้วผึ่งในตระกร้าไว้
3. นำหัวกะทิมาผัดกับพริกแกงให้หอม คือเริ่มจากเอาน้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ ลงกระทะ จากนั้นนำพริกขี้หนูสวนที่โขลกแล้วลงไปเจียวให้หอมด้วยไฟอ่อน ตามด้วยพริกแกงลงไปผัดตาม ค่อยๆเติมหัวกะทิ ทีละทัพพี ให้ได้ 3 ทัพพี เคี่ยวให้กะทิแตกมัน (เหตุที่ใช้พริกขี้หนูด้วยก็เพื่อเพิ่มความเผ็ดหอม และไม่ให้น้ำแกงข้นเกินไปจากพริกแกงที่ใส่เยอะ)
4. จากนั้นให้ใส่ไก่ลงผัดให้พอสุก ตามด้วยเครื่องใน เติมเกลือ 1/2 ช้อนชา (ถ้าเกลือปรุงทิพย์ ให้ใส่ครึ่งช้อนชา หรือถ้าเป็นเกลือป่นสมุทร 1 ช้อนชา) ผัดให้พอสุก
5. จากนั้นให้เติมหัวกะทิส่วนที่เหลือลงไป เปิดไฟแรงให้เดือดสักพัก
6. ใส่มะเขือเปราะ และมะเขือพวงลงไป หมั่นคนให้มะเขือจมน้ำแกงเพื่อมะเขือจะได้ไม่ดำ ทำให้น่าทาน จนมะเขือเริ่มสุก เติมน้ำปลา น้ำตาลปิ๊ป ลงไป ชิมให้ได้รสตามต้องการ ใส่ใบโหรพา เป็นลำดับสุดท้าย คนให้ทั่ว ปิดไฟ ยกลง 
7. ตักเสิร์ฟรับประทานได้เลย…ที่เป็นแกงเขียวกวานไก่รสกลมกล่อมและจัดจ้าน สามารถทานกับขนมจีนหรือข้าวสวยร้อนๆได้แล้ว

คำแนะนำ
  • พริกขี้หนู พริกแกง เพิ่มลดตามความเหมาะสม กับวัตถุดิบ และความพอใจได้
  • ควรแช่มะเขือในน้ำที่ใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อไม่ให้มะเขือดำ
  • มะเขือพวงควรบุบบ้างเล็กน้อย เพื่อให้น้ำแกงเข้าไปในเนื้อมะเขือได้

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

ไก่ผัดเผ็ดมะม่วงหิมพานต์

ไก่ผัดเผ็ดมะม่วงหิมพานต์ สูตรอาหารไทยอีกเมนูอาหารรสเลิศที่มีรสชาติไม่จัดจ้านจนเกินไป ที่ใครได้ลองชิมแล้วต้องถูกปากถูกใจ ต้องหามาทานกันใหม่ จนเป็นที่นิยมของทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ไก่ผัดเผ็ดมะม่วงหิมพานต์จานนี้…จริงๆแล้ว เป็นเมนูอาหารที่ทำง่ายๆ ใช้เวลาทำน้อย แถมเครื่องปรุงวัตถุดิบก็ยังหาง่ายอีกต่างหาก แต่ถ้าลองเราไปสั่งทานตามร้านอาหารนอกบ้าน ก็มีราคาแพงพอสมควรเลยล่ะ วันนี้เราจึงนำสูตรไก่ผัดเผ็ดมะม่วงหิมพานต์มาฝากครับ ทั้งอร่อยรสเด็ดและทำง่ายจะต้องไปเสียเงินทานนอกบ้านทำไม หิวตอนไหนก็ลุกขึ้นเข้าครัว เสิร์ฟทานพร้อมข้าวสวยร้อนๆ…อร่อยจุงเบย


ไก่ผัดเผ็ดมะม่วงหิมพานต์ สูตรใส่น้ำพริกเผา
ส่วนผสม

สันในไก่หรืออกไก่ 1 ½ ถ้วย
แป้งสาลี 3/4 ถ้วย (หรือแป้งทอดกรอบก็ได้…แต่อาจจะกรอบไป)
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 ถ้วยพูน (ปริมาณเพิ่มลด ตามชอบ)
กระเทียม 5 กลีบ
พริกแห้งหั่น 3/4 ถ้วย
ต้นหอมหั่น (เป็นชิ้นยาวๆประมาณ 1 นิ้ว) 3/4 ถ้วย
เห็ดฟาง (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ตามชอบ)
แห้วต้มสุกหรือแห้วกระป๋อง (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ตามชอบ)

เครื่องปรุงรส (ซอสผัด)
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2-3 ช้อนโต๊ะ (ปริมาณเพิ่มรสได้ ตามชอบ)
น้ำพริกเผา 2-3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1.นำเนื้อไก่ไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาหั่นแฉลบให้เป็นชิ้นพอดีคำ พักไว้
2. เตรียมส่วนผสมต่างๆให้พร้อม ดังนี้
  • กระเทียบปอกปลือก ทุบ และสับหยาบ
  • นำเห็ดฟางหรือแห้วมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วถ้าเป็นเห็ดฟางก็ให้ผ่าครึ่งเตรียมไว้ ส่วนถ้าใช้แห้วก็ให้ผ่าเป็น 2 หรือ 4 ส่วน แล้วแต่ขนาด
  • ต้นหอม ตัดรากทิ้ง นำไปล้าง แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นยาวประมาณ 1 นิ้ว
  • หอมหัวใหญ่ นำมาปอกเปลือก นำไปล้าง แล้วนำมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดกลาง
  • ให้ต้มแห้วจนสุก (ใส่หรือไม่ก็ได้ตามชอบ) คือให้ต้มน้ำจนเดือดแล้วนำแห้วลงไปต้มจนสุก (ประมาณ 5 นาที) เสร็จแล้วตักขึ้น พักไว้
  • พริกแห้ง ถ้ามีขั้วเด็ดทิ้งไป แล้วหั่นพริกแห้งเป็น 2 ส่วน (เป็นท่อนสั้น ๆ เพื่อให้เม็ดแตก ถ้าชอบเผ็ดพริกมากหักให้ละเอียดหน่อย)
  • เอาเครื่องปรุงรสทั้งหมดผสมรวมกันในชามหรือถ้วย เพื่อง่ายต่อการหยิบจับไม่ต้องเสียเวลาผัดไปปรุงไป (หรือบางท่านอาจจะรอปรุงขณะผัดทีเดียวก็ได้) เครื่องปรุงรสได้แก่ ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย น้ำพริกเผา น้ำตาลทราย ใส่ในถ้วยแล้วคนๆผสมให้มันเข้ากันไว้ก่อน


3. เอาไก่คลุกแป้ง เริ่มจากใส่ซีอิ๊วขาวผสมลงไปบนไก่นิดหน่อย (ประมาณ 1-2 ช้อนชา) คลุกคล้าให้เข้าเนื้อไก่ หมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วนำเนื้อไก่ไปคลุกกับแป้งทอดกรอบ (บางๆไม่ต้องหนา) จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ พอเหลือง (ทอดให้ผิวตึงๆ ก็พอ ไม่ต้องสุกมาก เพราะเดี๋ยวเราจะเอาไปผัดอีก) เสร็จแล้วตักขึ้น พักไว้บนกระดาษเพื่อซับน้ำมัน



4. ทอดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ด้วยไฟอ่อนถึงไฟกลาง ทอดเล็กน้อยพอเหลือง (ระวังไหม้) จึงตักขึ้นพักไว้บนกระดาษเพื่อซับมัน (ถ้าใช้ไฟแรง จะทำให้เม็ดมะม่วงฯ ไหม้ได้ และข้างในจะไม่สุก) 
  • จากนั้นก็นำพริกแห้งลงไปทอดต่อด้วยไฟอ่อน จนพริกแห้งหอม เม็ดจะพองๆ (ระวังไหม้) แล้วช้อนขึ้นพักไว้ ให้สะเด็ดน้ำมัน
5. เทน้ำมันที่ทอดของเก็บไว้ แล้วใส่น้ำมันพืชสำหรับผัดลงไปนิดหน่อยประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ตั้งกระทะด้วยไฟกลาง พอน้ำมันอุ่นแล้วให้ใส่กระเทียมลงไปเจียวพอหอมเหลือง ตามด้วยหอมหัวใหญ่ลงไปผัด…จนเริ่มใส แล้วเอาเครื่องปรุงรสที่เตรียมไว้ใส่ลงไปเคี่ยวในกระทะให้งวดหน่อยๆคลุกเคล้าใหข้ากัน
6. จากนั้นใส่เนื้อไก่และพริกแห้งทอดลงไปคลุกเลย…กลิ้งไปกลิ้งมาผัด ๆ เร็ว ๆ ให้เข้ากัน ตามด้วยใส่เม็ดมะม่วง ต้นหอม หรือผักอื่นๆ ตามลำดับ (ซอสจะเหือดแห้งลงและเดือด) ชิมรสชาติแล้วปรุงรสเพิ่มได้ถ้าไม่ถูกใจ รสชาติที่ปรุงได้ควรจะออกรสเค็มหวานครับ…ไม่ใช่หวานเค็ม (ถ้าน้ำเหือดแห้งมากเติมน้ำสะอาดได้ 1-3 ช้อนโต๊ะครับ) ผัดต่อให้เข้ากันประมาณ 1-2 นาที คลุกกเคล้าให้เข้ากัน จึงปิดไฟ ตักใส่จานพร้อมเสริฟได้แล้ว

ไก่ผัดเผ็ดมะม่วงหิมพานต์ สูตรไม่ใส่น้ำพริกเผา 
ส่วนผสม 
(สูตรครัวบ้านพิมพ์)
อกไก่ 300 กรัม
พริกไทยป่น ½ ช้อนชา
เกลือป่นธรรมดา ¼ ช้อนชา
***เอาอกไก่ พริกไทยป่น และเกลือป่น มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 10 นาที***

แป้งสาลี 1/2 ถ้วย
เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 1/2 ถ้วย (จะใส่มากน้อยนี้…แล้วแต่ชอบเลย)
ต้นหอม 2 ต้น
พริกขี้หนูแห้ง 5-10 เม็ด (ตามชอบ ชอบเผ็ดมากใส่มาก)
เห็ดฟางดอกตูมๆ 7 ดอกกลาง
พริกชี้ฟ้าสีแดง 2 เม็ด
กระเทียมไทย 1 หัว

เครื่องปรุงรส (ซอสผัด)

น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ¼ ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
***เอามาผสมลงไว้ไนถ้วยจะได้ง่ายต่อการหยิบจับ***

วิธีทำ : ก็ไม่ยากเลย ทำเช่นเดียวกับขั้นตอนวิธีทำสูตรที่ 1 ได้อธิบายไว้ละเอียดพอสมควรแล้ว…ลองทำตามดูนะครับ


แนะนำเพิ่มเติม
  • ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีหลายสูตร มีทั้งแบบที่นำไก่ไปทอดก่อนพอข้างนอกตึง…หรือไม่ทอดผัดเลย แบบใส่น้ำพริกเผาหรือไม่ใส่…แล้วแต่จะชอบ ถ้าใส่น้ำพริกเผาก็อย่ามากไปเดี๋ยวจะกลายเป็นไก่ผัดน้ำพริกเผาแทนไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 
  • แนะนำวิธีเลือกเนื้อไก่ เลือกตามแบบที่ชอบเลยครับ ดังนี้
ถ้าชอบเนื้อแบบร่วนๆ แข็งๆ ให้ใช้เนื้อไก่ส่วนหน้าอก เลาะหนังออก
ถ้าชอบเนื้อแบบนิ่มๆ มีมันน้อย ให้ใช้เนื้อไก่ส่วนสันใน
ถ้าชอบเนื้อแบบนิ่มๆ แบบมีมันแทรก ให้ใช้เนื้อน่องหรือสะโพก เลาะหนังออก
  • มะม่วงหิมพานต์เป็นถั่วชนิดหนึ่ง ซื้อมาแล้วถ้าอยากเก็บให้ได้นานโดยไม่หืนควรแช่ตู้เย็น

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

ซุปหน่อไม้

ซุปหน่อไม้นั้นเป็นอาหารพื้นบ้านของภาคอีสานที่เราค่อนข้างจะคุ้นเคย หากพูดถึงส้มตำก็ต้องมีซุปหน่อไม้ ซึ่งผู้นิยมอาหารอีสานมักจะสั่งมาควบคู่กับส้มตำด้วยเสมอ เพราะอร่อยแซ่บหลายอย่าบอกใคร แม้แต่ฝรั่งตาน้ำข้าวก็โปรดปรานชื่นชอบเมนูอาหารไทยนี้เป็นจำนวนมาก สำหรับวิธีการทำซุปหน่อไม้นั้นคุณสามารถทำรับประทานเองได้แสนง่าย คือการนำหน่อไม้รวก มาต้มกับใบย่านางจนสุก แล้วตักเอาเฉพาะเนื้อหน่อไม้ที่เตรียมไว้และน้ำใบย่านางอีกเล็กน้อย เอามาปรุงแต่งรสชาติด้วยข้าวคั่ว ต้นหอม ผักชีฝรั่ง พริกป่น คลุกเคล้ากับน้ำมะนาว น้ำปลา เพียงเท่านี้ก็ได้รสชาติอร่อยแบบแซ่บสุดๆแล้วล่ะ ที่มีสูตรขั้นตอนการทำซุปหน่อไม้ดังนี้

เครื่องปรุง
  1. หน่อไม้เผา ต้มให้สุก ½ ถ้วยตวง
  2. น้ำใบย่านาง 1 ถ้วยตวง
  3. พริกป่น 2 ช้อนชา
  4. ข้าวคั่ว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  5. งาขาวคั่ว โขลกพอแตก 1 ช้อนโต๊ะ 
  6. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
  9. หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ
  10. ต้นหอมซอย 3 ช้อนโต๊ะ
  11. ผักชีฝรั่งหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
  12. ใบสะระแหน่ 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ในขั้นตอนแรกควรเตรียมหน่อไม้ให้พร้อมปรุงเสียก่อน

  • ถ้าเป็นหน่อไม้สดจะเอามาทำซุปหน่อไม้ ต้องนำไปเผาไฟให้สุก จากนั้นให้เอากาบออกให้เหลือแต่เนื้อหน่อไม้ แล้วเอาไปล้างให้สะอาด จากนั้นเอาไปต้มให้สุก (หน่อไม้จะเหลือง) เมื่อต้มหน่อไม้สุกแล้ว นำมาเลาะเปลือกออก แล้วนำเนื้อไปทำการขูดเป็นเส้น (คือเอาช้อนส้อมหรือเหล็กแหลมอันใหม่มาขูดจากโคนของเนื้อหน่อไม้ไปทางยอดจะได้หน่อไม้เป็นเส้นๆตามยาว) จากนั้นต้องพยายามบีบนวดขยำเนื้อหน่อไม้หรือการคั้นน้ำจากหน่อไม้ให้น้ำหมดไปจากเนื้อหน่อไม้ด้วย (เพื่อให้น้ำขมในเนื้อหน่อไม้หมดไป) แล้วควรนำไปล้างทำความสะอาดอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง คือหน่อไม้ที่เตรียมเสร็จแล้วนั้นควรมีรสจืด
  • แต่ถ้าเป็นหน่อไม้รวก หน่อไม้ดองขูดเป็นเส้นเล็กฝอย หรือหน่อไม้แบบกระป๋อง (ที่หาซื้อได้จากตลาด …แบบนี้ก็จะสะดวกดี) เตรียมโดยให้นำหน่อไม้ไปต้มกับน้ำเปล่าจนสุก ให้หายขม หายเฝื่อน...ก็นำมาปรุงซุปฯได้แล้ว
2. ให้คั้นน้ำใบย่านาง (หรือจะซื้อที่ตลาดเลยก็ได้…ก็ให้ไปทำที่ข้อ3 ได้เลย)
วิธีทำน้ำใบย่านาง คือให้นำส่วนใบย่านาง 3-4 ใบนำไปล้างทำความสะอาด แล้วนำไปใส่ครกโขลกให้ละเอียดหรือด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้ก็ได้ แล้วเติมน้ำ 1 ถ้วยตวงลงไป เราก็จะได้น้ำใบย่านาง 1 ถ้วยตวงออกมาแล้ว 
3. ต้มหน่อไม้กับน้ำใบหญ้านาง ดังนี้คือ ใส่หน่อไม้ลงในหม้อ ตามด้วยน้ำใบย่านางและเกลือเล็กน้อย แล้วพยายามกดหน่อไม้ให้จมลงในน้ำใบย่านางทั้งหมด จากนั้นเปิดไฟต้มจนหน่อไม้สุก ลักษณะคือจะมีน้ำขลุกขลิกเหลืออยู่ในหน่อไม้ต้มน้ำใบย่านาง 
4. เมื่อเราต้มจนหน่อไม้สุกแล้ว ให้ปิดไฟ แล้วพักให้ส่วนของหน่อไม้นั้นเย็นซะก่อน ก่อนที่เราจะนำมาทำซุปหน่อไม้
5. นำหน่อไม้ที่เตรียมไว้และน้ำใบย่าเพียงเล็กน้อยใส่ลงในครก แล้วตำเบาๆคลุกเคล้าพอให้เข้ากัน จากนั้นใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป ได้แก่ งา ข้าวคั่ว พริกป่น (ปริมาณตามชอบ) น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า แล้วตำเบาๆ (ลักษณะแบบคลุกเคล้าและย้ำเล็กน้อยเพื่อให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน)
6. จากนั้นให้ใส่หอมแดงซอยลงไป ตามด้วยต้นหอมซอย แล้วตำเบาๆคลุกเคล้าให้เข้ากัน 
7. จากนั้นให้ใส่ผักชีฝรั่งหั่นและใบสะระแหน่ลงไป แล้วเพียงใช้ช้อนหรือทัพพีคลุกเคล้าให้เข้ากันโดยไม่ต้องใช้ลูกครกย้ำแล้ว
8. จากนั้นก็ตักเสิร์ฟใส่จาน ตกแต่งบนอาหารด้วยต้นหอมซอย ผักชีใบยาว และใบสะระแหน่ เพื่อให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น
(สำหรับเสิร์ฟรับประทาน 1 ที่)

คำแนะนำ

  • ส่วนผักที่ใช้รับประทานกับซุปหน่อไม้นั้นส่วยใหญ่ก็จะเหมือนกันกับลาบและส้มตำ เพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น ซึ่งผักที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของเราสามารถนำมารับประทานด้วยได้ทั้งสิ้น เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ผักกาดขาว หรือใบโหระพา
  • สามารถใช้ได้ทั้งพริกป่นและพริกสด สำหรับพริกป่นจะหอมกว่า พริกสดจะจัดจ้านกว่า หรือจะเอาพริกสดไปคั่วไฟก็ได้เหมือนกัน
  • บางสูตรนั้น ในขั้นตอนปรุงรสซุปหน่อไม้นั้น เขาอาจนำหอมแห้งปอกเปลือกและพริกสดไปคั่วไฟในกระทะรวมกันพอหอม แล้วนำไปใส่ครกโขลกตำให้ละเอียดเข้ากันดี จากนั้นจึงใส่หน่อไม้ที่เตรียมไว้ลงไป แล้วก็ตามด้วยเครื่องปรุงต่างๆทั้งหมดลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน…แบบนี้ก็ได้ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่สูตรแล้วแต่ถนัดความชอบครับ ก็จะได้รสชาติหอมอร่อยอีกแบบ แต่ก็ไม่ต่างกันมากครับ

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

สปาเกตตีมะเขือเทศ กระเทียม และโหระพา

เมนูอาหารนี้เหมาะกับคนชอบเส้นโดยเฉพาะเส้นสปาเก็ตตี (Spaghetti) หรือ พาสตา (pasta) ทานกับซอสมะเขือเทศ สูตรนี้ที่ทำไม่ยาก เครื่องปรุงหรือส่วนประกอบไม่มากนัก แต่อร่อยแซ่บเว่อร์เลยที่เดียว

สปาเกตตีมะเขือเทศ กระเทียม และโหระพา




เครื่องปรุงและส่วนประกอบ
  • สปาเกตตี 200 หรือ 220 กรัม ก็ได้
  • น้ำมันมะกอก 5 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมกลีบใหญ่ แกะเปลือกหั่นบาง ¼ ถ้วย
  • มะเขือเทศปลอกเปลือก เอาเมล็ดออก หั่นบางตามยาว 5-6 ลูก (หรือใช้มะเขือเทศกระป๋องสับหยาบ พร้อมน้ำในกระป๋อง 1 กระป๋อง)
  • เกลือสมุทร 1 ช้อนชา
  • พริกไทยดำป่น ½ ช้อนชา
  • เปลือกพริกป่น (ปาปริก้า) 1 ช้อนชา
  • โหระพาเด็ดใบ 1/3 ถ้วย
  • ยอดโหระพาสำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
  1. ต้มน้ำในหม้อใบใหญ่จนเดือดจัด ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ใส่เส้นสปาเกตตีลงต้มจนสุกแบบ al dente ตักเส้นขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ใส่อ่างผสม เคล้าด้วยน้ำมันมะกอกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เส้นติดกัน
  2. ใส่น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต็ะ (หรือประมาณ ¼ ถ้วย) และกระเทียมลงในกระทะ เปิดไฟกลาง ผัดพอกระเทียมเริ่มเหลือง ใส่เนื้อมะเขือเทศ ผัดพอน้ำงวดปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยป่น และเปลือกพริกป่น ผัดด้วยไฟอ่อนจนมะเขือเทศเละ และมีน้ำมันแยกออกมา ใส่ใบโหระพา ผัดต่อสักครู่ ใส่น้ำมันมะกอกที่เหลือ ปิดไฟ
  3. ใส่สปาเกตตีลงเคล้ากับซอสที่ผัดในกระทะให้เข้ากัน ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยยอดโหระพา เสิร์ฟ (สำหรับ 2-3 คนรับประทาน)
เคล็ดลับ

แนะนำว่า ซอสมะเขือเทศ กระเทียม และโหระพา สำหรับเคล้าเส้นสปาเกตตีนั้น ต้องผัดเคี่ยวจนซอสมีลักษณะข้น และเนื้อมะเขือเทศค่อนข้างเละ เน้นกระเทียมซอยให้มากเป็นพิเศษ รสชาติจะเข้มข้น อร่อยยิ่งขึ้น

สปาเก็ตตี้ซีฟู้ด (Seafood Spaghetti)

เมนูพาสต้าอิตาเลียนวันนี้นำเสนอ สปาเก็ตตี้ซีฟู้ด (Seafood Spaghetti) รสแซ่บ สปาเกตตีเส้นกลมตัน ลวกสุกแบบกัดแล้วเส้นยังมีลักษณะไตแข็งเล็กน้อย คลุกเคล้ากับซอสซีฟู้ด เป็นพาสต้าจานเด่นของชาวอิตาเลียนเลยก็ว่าได้ หลายๆ คนชอบทานอาหารซีฟู้ด เมนูวันนี้ทำไม่ยาก ลองไปดูกันเลย....

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  • สปาเกตตี 200- 240 กรัม
  • น้ำมันมะกอก ¼ ถ้วย +2 ช้อนโต๊ะ
  • พาร์สเลย์สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมไทยสับละเอียด 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • หอยตลับทั้งเปลือก 500 กรัม
  • ปูม้า (250 กรัม) ลอกเยื่ออกหั่นแว่น 1 ตัว
  • ไวน์ขาว ¼ ถ้วย
  • มะเขือเทศกระป๋องสับหยาบ พร้อมน้ำในกระป๋อง (565 กรัม) 1 กระป๋อง
  • เนื้อหอยเชลล์ 5 ตัว 
  • หอยแมลงภู่ทั้งเปลือก 5 ตัว 
  • กุ้งแช่บ๊วยไม่แกะเปลือก 6 ตัว 
  • พริกไทยดำป่น 1 ช้อนชา
  • เกลือสมุทร 1 ช้อนชา
  • เปลือกพริกป่น (ปาปริก้า) 1 ช้อนชา
  • พาร์สเลย์สำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
  1. ต้มน้ำในหม้อใบใหญ่ให้เดือดจัด ใส่เกลือป่นลงไปเล็กน้อย ใส่สปาเกตตีลงต้มจนสุกแบบ al dente (กัดแล้วเส้นยังมัไตแข็งเล็กน้อย) ตักเส้นขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ใส่อ่างผสม แล้วเคล้าด้วยน้ำมันมะกอกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เส้นติดกัน
  2. ใส่น้ำมันมะกอก ¼ ถ้วย และกระเทียมลงในกระทะ เปิดไฟปานกลาง ผัดเอาแค่กระเทียมเริ่มเหลือง จากนั้นใส่พาร์สเลย์ หอยตลับ เร่งเป็นไฟแรง ผัดให้เปลือกหอยสุกอ้า ใส่ปูม้าและปลาหมึก ใส่ไวน์ขาว ยกกระทะกระดกไปมาให้ทั่ว (ส่วนผสมเคล้ากัน) ผัดจนสุกและไวน์ขาวเหลืองครึ่งหนึ่ง 
  3. ใส่มะเขือเทศพร้อมน้ำมะเขือเทศ เคี่ยวจนน้ำซอสเหลือครึ่งหนึ่ง ใส่หอยเชลล์ หอยแมลงภู่ และกุ้ง ผัดพอสุก ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยป่น และเปลือกพริกป่น ใส่น้ำมันมะกอกที่เหลือ ปิดไฟ
  4. ใส่สปาเกตตีลงไปคลุกเคล้ากับซอสที่ผัดในกระทะให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยพาร์สเลย์พร้อมเสิร์ฟ (สำหรับ 4-5 คนรับประทาน)

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

ก๋วยจั๊บน้ำข้น

"ก๋วยจั๊บน้ำข้น" อีกเมนูอาหารจานเดียวที่อร่อยเด็ดและได้คุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วนในจานเดียว เอกลักษณ์ของก๊วยจั๊บน้ำข้นนั้นอยู่ที่เครื่องมีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหมูกรอบ ไส้หมู ตับหมู ปอดหมู เต้าหู้ทอด ไข่ต้ม ปอด และหนังหมู และก๋วยจั๊บก็เป็นเช่นเดียวกับก๋วยเตี๋ยว สามารถปรุงรสได้ตามใจชอบ ด้วยน้ำซุปที่เข้มข้นปรุงรสอีกนิดหน่อยหรือแทบไม่ต้องปรุงเลย จึงทำให้ถูกปากถูกใจได้ไม่ยาก ที่มีสูตรก๋วยจั๊บน้ำข้นดังนี้...


เครื่องปรุง

  1. เส้นก๋วยจั๊บ 1 กิโลกรัม
  2. ตับหมู ½ กิโลกรัม
  3. ไส้ใหญ่หมู ½ กิโลกรัม
  4. ปอดหมู 2 พวง
  5. หนังหมู ½ กิโลกรัม
  6. เต้าหู้ทอด 2 พวง
  7. หมูกรอบชิ้นยาว 2 ชิ้น
  8. พริกไทยขาวเป็นเม็ด 30 เม็ด
  9. แป้งข้าวเจ้า 10 ช้อนโต๊ะ
  10. ไข่ต้ม 20 ฟอง
  11. กระเทียมบุบ 6 หัว
  12. น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
  13. เกลือป่น ½ ช้อนโต๊ะ
  14. ซ๊อิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  15. ซิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ก่อนอื่นให้เตรียมเส้นก๋วยจั๊บก่อน โดยการนำเส้นก๊วยจั๊บมาต้มกับน้ำซุปจนกระทั่งเส้นนิ่มได้ที่แล้วให้นำแป้งข้าวเจ้ามาละลายกับน้ำใส่ลงเคี่ยวในหม้อให้ข้นแต่อย่าให้เหนียว ปิดไฟพักไว้
2. จากนั้นหันมาทำน้ำพะโล้ด้วยการต้มน้ำ ใส่กระดูกหมูลงไปเคี่ยวสักครู่พอให้หวานน้ำต้มกระดูกหมู จากนั้นให้ใส่โป๊ยกั๊ก รากผักชี อบเชย พริกไทยเม็ด กระเทียมบุบพอแหลก เกลือ น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำ ตามด้วยเครื่องในหมู ได้แก่ ตับหมู ปอดหมู หนังหมู และไข่ต้มลงไป เคี่ยวต่อไปด้วยไฟอ่อน รอจนตับหมูเริ่มสุกให้ตักขึ้นมาก่อน เนื่องจากตับจะเป็นส่วนที่สุกเร็วที่สุด นอกนั้นให้เคี่ยวต่อไปจนเปื่อยแล้วจึงค่อยตักขึ้นมาใส่ในภาชนะเตรียมขาย หรือจะนำใส่ในตะแกรงโลหะแขวนไว้บนหม้อต้มให้ได้รับความร้อนตลอดเวลาก็ได้เพียงเท่านี้ก็ได้ก๋วยจั๊บรสเด็ดแล้ว

หมูแดดเดียว

หมูแดดเดียว อาหารคู่บ้านคนไทยก็ว่าได้ เมนูอาหารในวันนี้ขอแนะนำ สูตรหมูแดดเดียว (Thai Pork Jerky Recipe) พร้อมแนะนำวิธีการหมักหมูแดดเดียวให้อร่อยแบบแซ่บเวอร์ ซึ่งรสชาติเมื่อทอดเสร็จจะออกกลมกล่อม ไม่จืด ไม่เค็ม โดยสูตรนี้ใช้เนื้อหมูประมาณหนึ่งกิโล ไปดูส่วนประกอบและเครื่องปรุงกันเลย...

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  • เนื้อหมู 1 กิโลกรัม 
  • กระเทียม 1 หัวครึ่ง
  • รากผักชี 5-6 ราก 
  • พริกไทย 2 ช้อนชา 
  • งาขาว 3 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำตาล 4 ช้อนชา 
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ 
  • ซอสหอยนางรม 4 ช้อนโต๊ะ 
  • ผงปรุงรสเนื้อ 1 ช้อนโต๊ะ 
วิธีทำ
  1. ล้างเนื้อหมูให้สะอาด นำนื้อหมูมาแล่ เป็นชิ้นบางหน่อย (หนาประมาณ 1 เซ็นติเมตร) แต่อย่าบางมาก ถ้าบางมากไป เวลานำไปตากแดดจะแห้งมากเกินไป เนื้อหมูบางส่วนอาจท่อนเป็นชิ้นๆด้วยก็ได้
  2. โขลกกระเทียม รากผักชี พริกไทยให้ละเอียด ได้ที่แล้วนำไปหมักเนื้อหมู
  3. จากนั้นเติมน้ำตาล, น้ำปลา, ซอสหอยนางรม, งาขาว และผงปรุงรส ลงไป 
  4. คลุกเคล้าหรือนวดด้วยมือจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี และทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง 
  5. นำเนื้อหมูไปตากแแดดไว้ประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง กลับเนื้อหมูบ้างเป็นระยะ  (โดยตากแดดไปสัก 2 ชั่วโมงเนื้อหมูด้านหนึ่งจะแห้งก็ทำการกลับเนื้อหมูแล้วตากอีกด้านไปอีก 2 ชั่วโมง) 
  6. สำหรับการทอด ให้ใส่น้ำมันลงในกระทะและนำไปตั้งไฟ รอจนน้ำมันร้อนจึงนำหมูหมักลงไปทอดจนสุกทั่ว จัดหมูทอดใส่จานพร้อมเสริฟ
เคล็ดลับ
  • การหมักหมู ถ้าหมักไว้นานเครื่องปรุ่งรวมส่วนผสมแล้วจะเป็นน้ำ จะเสียความเข้มข้นตรงนั้นไป 
  • น้ำตาลทรายขาว ยิ่งเม็ดละเอียดมากยิ่งดี
  • งาขาว จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ถ้าใส่ก็ดูสวยงามดี ได้กินงาขาวด้วย และจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมของหมูทอด
  • การตากเนื้อหมูถือว่าสำคัญเหมือนกัน ถ้าแดดจัด แดดแรง หากตากนานเกินไป เนื้อหมูจะแห้งเกินไป เวลาทอดแล้วเนื้อจะแข็งแต่ก็ทานได้ ดังนั้นหากแดดแรง ตากเนื้อหมูแค่พอหมาดๆ ก็เก็บได้เลย
  • สำหรับเวลาทอดนั้น ควรใช้ไฟปานกลาง อย่าใช้ไฟแรงมากเพราะเนื้อหมูจะแข็ง
  • สำหรับเครื่องปรุงที่ใช้หมักหมูนั้น ใครชอบหวาน ก็ใส่น้ำตาลเพิ่มมากหน่อย ใครชอบเค้มก็ใส่น้ำปลามากหน่อย
  • จัดหมูทอดแดดเดียวในจานพร้อมผักสดต่างๆ ; แตงกวา, มะเขือเทศ, กะหล่ำปลี, อื่นๆ และน้ำจิ้ม ช่วยเพิ่มความอร่อยได้เป็นอย่างดี
หมูแดดเดียว

หมูปิ้ง

สูตรอาหารไทย หมูปิ้งเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ทำง่าย และรสชาติก็อร่อยถูกปากเป็นที่นิยมรับประทานกันได้ไม่มีเบื่อ สามารถทำกินได้…ทำขายดี ยิ่งในสังคมเมือง คนส่วนใหญ่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว การขายข้าวเหนียวหมูปิ้งในตอนเช้าหรือตอนเย็นจึงเหมาะมาก เพราะเป็นอาหารที่ทานง่าย อิ่มอร่อย ราคาย่อมยาว์จึงขายดีขายคล่อง จึงไม่ต้องห่วงเลย…ว่าจะขายไม่ได้…ขอเพียงทำให้สะอาด อร่อย และปริมาณสมเหตุสมผล ย่อมต้องขายดีแน่นอน ดังนั้น วันนี้เราจึงได้เสาะหาสูตรเด็ดๆ เคล็ดลับสูตรหมูปิ้งอร่อยแซ่บเวอร์มาฝากครับ สามารถทำขายหรือทำทานเองก็ได้ ที่มีเคล็ดลับสูตรหมูปิ้งเด็ดๆดังนี้




ส่วนประกอบและเครื่องปรุงสูตรหมูปิ้ง


ต้องขอขอบคุณอาจารย์อุดมชัยเป็นอย่างมากครับสำหรับสูตรหมูปิ้งนี้ ที่ได้แนะนำสูตรอร่อยๆแบบนี้ไว้ สำหรับเครื่องปรุงหมูปิ้งสูตรนี้มีอยู่ทั้งหมด 15 อย่าง แต่ก็สามารถขาดบางอย่างได้นะครับ ซึ่งเราก็ได้แนะนำไว้ตามด้านล่างนี้แล้ว…

  1. เนื้อหมูติดมัน หรือ (นำเอาเนื้อสันขาหลัง)
  2. หรือเนื้อหมูทั่วไปก็ได้ครับถ้าทำทานเองประมาณ 2 กิโลกรัม (หรือลดลงตามส่วน)
  3. ซีอิ้วดำประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
  4. นมข้นจืดกระป๋องตรา (คาร์เนชั่นสูตรข้น) 5 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำตาลปิ้บ(ตรา มิตรผล)ใช้ ประมาณ 2 ขีด (เพิ่ม-ลดได้ครับ)
  6. น้ำมันหอย 12 ช้อนโต๊ะ
  7. ซีอิ้วขาวเห็ดหอม 9 -12 ช้อนโต๊ะ
  8. กระเทียม กลีบใหญ่ 15 กลีบ 
  9. รากผักชี 7 ราก
  10. พริกไทยเม็ด 2-3 ช้อนโต๊ะ
  11. (ตามชอบจะลดหรือเพิ่มได้ครับ) ถ้าขายกลุ่มเด็กๆ ไม่ใส่ก็ได้
  12. น้ำมันพืช 5-6 ช้อนโต๊ะ
  13. แป้งมัน หรือ แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  14. น้ำสะอาด ½ ถ้วยตวง
  15. เกลือป่น ½ ช้อนชา
  16. ผงหมักหมู(คะนอร์) 1-2 ช้อนชา (ตามชอบ ยี่ห้ออื่นก็ได้ครับ)
  17. กลิ่นควันไฟ (ถ้าหาได้) มีขายตามร้าน 1-2 หยด (ไม่ใส่ก็ได้ครับตามชอบ หรือถ้าเราย่างเตาถ่าน)
  18. ผงฟู 1/2 ช้อนชา 
  19. (เพื่อทำให้เนื้อหมูนิ่มนุ่มเด้งยิ่งขึ้น…ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้…อันนี้ตามชอบครับ)
  20. ข้าวเหนียวนึ่งอร่อยและนุ่มนานทั้งวัน
เครื่องปรุงและวิธีการทำน้ำทาหมูปิ้ง

เคยสังเกตุเห็นไหมเวลาที่เราไปซื้อหมูปิ้งพ่อค้าแม่ค้าบางเจ้า…เขาจะเอาแปรงไปจุ่มในน้ำ (อะไรสักอย่าง) แล้วมาทาที่หมูก่อนจะปิ้ง…รู้ไหมครับว่านั่นก็เป็นอีกเคล็ดลับเช่นกันสำหรับการทำหมูปิ้ง…ซึ่งขั้นตอนการทำน้ำทาหมูปิ้งจะทำหรือไม่ทำก็ได้นะ…ตามสะดวกครับ แต่ถ้าต้องการให้มีรสชาติหอมอร่อยมากยิ่งขึ้น…ก็มีวิธีขั้นตอนในการทำตามนี้ครับ
  • สูตรที่ 1 ให้เตรียมหัวกระทิถ้ามี 1/2 ถ้วย หรือนมข้นจืด (คาร์เนชั่นสูตรข้น) ประมาณ 1/2 ถ้วย ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งพอครับ ไว้สำหรับทาหมูตอนที่เราจะปิ้งหมู...เพื่อให้ได้กลิ่นหอมมัน นั่นเอง
  • สูตรที่ 2 ส่วนผสม นมสด ชีอิ้วขาว และน้ำมันพืช นำมาผสมเข้าด้วยกันพอประมาณ ใว้สำหรับทาหมูก่อนปิ้ง…ย่างหมู เพื่อให้ได้กลิ่นหอมมันและมีส่วนเพิ่มรสชาติดีด้วย…ยังไงทั้งสองสูตรนี้ก็ลองนำไปทำดูนะครับ

วิธีการทำหมูปิ้ง
  1. ก่อนอื่นล้างหมูให้สะอาด แล้วนำเนื้อหมูมาหั่นตามความยาว หรือหั่นเป็นชิ้นขนาดประมาณ 1 – 2 นิ้ว (หรือเวลาที่เราไปซื้อที่ตลาด ให้แม่ค้าหั่นให้เราเลยก็ได้ บอกว่าเราจะนำมาทำหมูปิ้ง)
  2. ปลอกเปลือกกระเทียมแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และล้างรากผักชีให้สะอาดเตรียมไว้ด้วย
  3. ให้นำเอาพริกไทยเม็ดๆ มาโขลกให้ละเอียด แล้วตามด้วยรากผักชีและกระเทียม โขลกให้เข้ากัน จากนั้นนำไปใส่ในเนื้อหมูที่เตรียมใว้
  4. จากนั้น ให้นำเอาส่วนผสมตามขั้นตอนที่บอกใว้ที่เหลือทั้งหมด…ใส่ลงไปรวมกันในหมูที่เราจะหมัก แล้วคลุกเคล้านวดให้เข้ากัน โดยให้เราขยำๆเบาๆ เพื่อให้เครื่องปรุงทั้งหมดละลายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน และช่วยให้น้ำหมักหมูเข้าไปในเนื้อหมูได้ดียิ่งขึ้น
  5. จากนั้นก็หมักหมูทิ้งใว้ด้วยนำไปแช่ในตู้เย็น (มักในตู้เย็นที่เย็นพอที่หมูของเราจะไม่เน่า….ก็ใช้ได้แล้ว) การแช่ใว้ในความเย็นนานๆ…จะทำให้น้ำหมักหมูดูดซึมเข้าไปในเนื้อมาก…จะทำให้เนื้อหมูนุ่มดีครับ
  6. · ถ้าเร่งด่วนเราทำทานเองแช่ในตู้เย็นสัก 2-4 ชั่วโมงก็ใช้ได้...แต่เนื้อจะไม่นุ่มนวลเท่าที่ควร
    · ถ้าแช่ในตู้เย็นสัก 1-2 วันค่อยนำออกมาเสียบไม้ปิ้ง…จะได้เนื้อหมูหมักที่นุ่มนวลรสชาติดี
    · ถ้าทำขายหรือต้องการเนื้อหมูที่นุ่มนวลรสชาติดี ควรแช่ไว้ในตู้เย็นเก็บเอาไว้ประมาณ 8 ชั่วโมง หรือแช่ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 คืนก่อนนำมาปิ้ง…จะดีมาก
    **ในขั้นตอนที่ 5 นี้** เราจะนำหมูมาเสียบกับไม้ใว้เลยก็ได้…ตามสะดวกครับ…เสร็จแล้วนำหมูที่ได้ไปใส่ลงในกระปุกสี่เหลียมปิดฝาให้สนิท แล้วหมักหมูทิ้งใว้โดยแช่ไว้ในตู้เย็นนานเท่าไรนั้น…ก็ตามที่ได้แนะนำไว้ด้านบนนี้เลยครับ
  7. นำหมูที่หมักไว้แล้วมาเสียบเข้ากับไม้ให้หมด
  8. ขั้นตอนสุดท้ายนำหมูเสียบไม้มาปิ้งได้เลยครับ…(ตอนที่เรานำหมูไปปิ้งย่างบนเตา…เพื่อทำให้หอมอร่อยมากยิ่งขึ้น…ให้เอาน้ำทาหมูปิ้งที่ทำเตรียมไว้แล้ว ไปทาบนหมูพอชื้นๆครับ จากนั้นก็ปิ้งหมูตามปกติจนสุก)


แนะนำเพิ่มเติม
  • ไม้ที่เราจะนำมาเสียบหมู เราควรนำไปแช่น้ำทิ้งค้างคืนใว้ก่อน..เพื่อให้ไม้มีความชื้น..เมื่อเวลาจะนำไม้ไปย่างหมู…ไม้จะได้ไม่ใหม้…ก่อนหมูสุกครับ (เทคนิคนี้แล้วแต่เราครับ แช่หรือไม่แช่ก็ได้)
  • ถ้าจะทำขายหมักหมูให้ได้พอประมาณหลังจากนั้นให้นำหมูมาเสียบกับไม้ เสร็จแล้วนำหมูที่ได้ไปใส่ลงในกระปุกสี่เหลียมปิดฝาให้สนิทแล้วแช่ไว้ในตู้เย็นเก็บเอาไว้ประมาณ 1 คืนก่อนนำมาปิ้ง
สำหรับการทำหมูปิ้งนั้นไม่มีสูตรวิธีการทำที่ตายตัว ถ้ารสชาติหวานไป..หรือเค็มไป ก็ให้เราปรับเปลี่ยนส่วนผสมปรุงแต่งรสและค้นหาสูตรใหม่ๆ ด้วยตัวท่านเองได้เสมอ เพื่อต่อยอดให้ได้สูตรหมูปิ้งรสชาติอร่อยยิ่งๆขึ้นไป ที่จะกลายเป็นสูตรพิเศษเฉพาะของตัวท่านเอง

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2557

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

 เมนูอาหารไทย สูตรอาหาร : ต้มยำกุ้งน้ำข้น "Tom yum Kung" (Thai sour and spicy shrimp soup) รสเด็ด แซ่บเว่อร์ อาหารยอดนิยมของคนไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ชาวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยแล้วต้องสั่งทาน สำหรับวันนี้เราขอแนะนำสูตรต้มยำกุ้งน้ำข้น รสแซ่บกลมกล่อม มาฝากทุกท่าน สามารถทำขายหรือทำทานเองก็ได้ งั้นลองไปดูสูตรกันเลย


....
สูตรต้มยำกุ้งน้ำข้น

สิ่งที่ต้องเตรียม
  • กุ้งกุลาดำ 15 ตัว
  • เห็ดโคนประมาณ 10-15 ดอก ใช้เห็ดนางฟ้าหรือเห็ดฟางแทนก็ได้
  • มะนาวใช้ 3 ลูก บีบน้ำได้ประมาณ 3 ช้อนกินข้าวแบบสั้น
  • พริกขี้หนูเม็ดเล็กใช้ 10 เม็ด
  • หัวหอมแดง 3-4 หัว
  • ตะไคร้ใช้ 2-3 ต้นไม่ใหญ่
  • ข่าแก่หั่นใช้ 5 แว่น
  • ใบมะกรูด 4-5 ใบ
  • รากผักชี 2-3 ต้น (ใครจะเพิ่มผักชีฝรั่งก็ใส่ได้ตามชอบใจ)
  • น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลาอย่างดี 2-3 ช้อนโต๊ะ (ต้องชิมรสประกอบ)
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • นมข้นไม่หวาน (ใช้คาร์เนชั่น) หรือใช้นมสดรสจืดยิ่งดีเลย 1 ถ้วย
  • น้ำซุป ถ้าไม่มี ใช้น้ำเปล่าแล้วใช้รสดีปรุงรสแทน
วิธีทำต้มยำกุ้งน้ำข้น
  1. นำตะไคร้มาทุบแบบหยาบ และหั่นประมาณ 1 นิ้ว ต่อด้วยหั่นข่า 1 แง่งให้เป็นแว่นๆ เพื่อให้ได้ประมาณ 5-7 แว่น ไม่ต้องหนามาก เอาแบบพอดีๆ
  2. หั่นผักชีเป็นฝอยๆ และนำรากผักชีไปทุบพอหยาบ และทุบพริกขี้หนูอีก 10 เม็ดให้พอหยาบเช่นกัน
  3. หั่นมะเขือเทศลูกใหญ่โดยผ่าให้ได้ 4 ชิ้น จากนั้นก็หั่นเห็ดฟางแบบครึ่งและเห็ดนางฟ้าฉีกครึ่ง ใบมะกรูดนำมาฉีกครึ่งเป็น 4 ส่วน
  4. ปอกเปลือกกุ้งสดให้สะอาด ผ่าหลังและล้างน้ำให้สะอาด รวมทั้งผักทุกชนิดที่เราจะรับประทาน จำเป็นต้องล้างน้ำให้สะอาดก่อนหั่น
  5. เตรียมน้ำพริกเผาผสมนมสด โดยนำนมสดหรือน้ำข้นไม่หวาน 1 ถ้วยมาผสมกับ น้ำพริกเผา บี้ให้ตัวพริกเผาไม่ให้จับตัวเป็นก้อน
  6. นำหม้อต้มใส่น้ำเปล่า 1 ลิตรที่ได้เตรียมไว้ โดยเริ่มตั้งไฟด้วยไฟแรง หลังจากนั้นก็ใส่ตะไคร้ทุบและข่าที่หั่นเตรียมไว้ และใส่รากผักชีทุบลงไปพร้อมๆ กันเลย
  7. เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ใส่เห็ดฟางและเห็ดนางฟ้าไปพร้อมๆ กับกุ้งสดรอจนน้ำเดือด
  8. พอน้ำเดือด ให้หรี่ไฟเป็นไฟเป็นแบบปานกลาง จากนั้นก็ใส่เครื่องปรุงรสที่เราได้เตรียมไว้แล้ว นั้นก็คือ น้ำปลา มะนาว คน 1 รอบ ตามด้วยน้ำพริกเผาผสมนมสด และคนให้เข้ากันอีกรอบ และเปิดไฟแรงอีกครั้ง
  9. นำมะเขือเทศและพริกขี้หนู  และใบมะกรูดมาใส่ลงในหม้อ พอน้ำเดือดแล้วให้ปิดไฟทันที
  10. ยกลงมาเทใส่ถ้วย จากนั้นก็โรยหน้าด้วยผักชี ถือว่าเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟแล้วล่ะอาจปรุงรสเพิ่มตามใจชอบ
เคล็ดลับความอร่อย
  • กุ้งจะใช้กุ้งตัวใหญ่หรือแบบตัวเล็กแกะเปลือกก็ได้ แล้วแต่ความชอบหรือสูตรของแต่ละร้าน (ดังเข่นรูปด้านล่าง)
  • สำหรับร้านที่จะนำสูตรไปทำขายควรทำรสชาติให้กลมกล่อม ไม่เปรี้ยว ไม่หวานมันมากเกินไป ซึ่งเป็นรสที่คนทั่วไปชอบ

ปลากระพงนึ่งมะนาว

สูตรอาหารไทย ปลากระพงนึ่งมะนาว แรกเริ่มเดิมที่นั้นเป็นอาหารพื้นบ้านภาคกลาง ปัจจุบันกลายเป็นเมนูอาหารไทยยอดฮิตที่แทบทุกร้านอาหารต้องมี อีกหนึ่งเมนูที่มักจะสั่งทานเสมอเวลาไปทานข้าวนอกบ้าน สูตรอาหารปลากระพงนึ่งมะนาวเป็นการนำปลาสดๆมานึ่งจนสุกหอม แล้วราดด้วยน้ำปรุงรสจัดจ้าน เปรี้ยว แซ่บถึงใจ อีกหนึ่งเมนูเด็ดรสชาติเข้มข้นจัดจ้านครบรสตามแบบฉบับอาหารไทย รับประทานร้อนๆได้ความหอมจากเนื้อปลา อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และปราศจากไขมัน เป็นเมนูอาหารไทยที่อยากให้ทุกท่านมาลองชิมมากๆครับ วันนี้จึงได้นำสูตรปลากระพงนึ่งมะนาวมาฝาก และวิธีทำก็ทำไม่ยาก…สูตรก็ตามนี้เลยครับ


ส่วนผสม 
1. ปลากระพงขาวหนัก 7 ขีด
2. กระเทียมสับหยาบ 3 ช้อนโต๊ะ
3. พริกขี้หนูสับหยาบ 10-30 เม็ด
(ถ้าใช้พริกขี้หนูสวนจะหอมและเผ็ดมากกว่า ปริมาณแล้วแต่ชอบ ถ้าใส่ 10 เม็ดสำหรับเผ็ดน้อย ... 30 เผ็ดมาก)
4. รากผักชีสับหยาบๆ 3 ราก
5. ต้นหอมสับ 3 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำมะนาว 3 - 4 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
8. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1. นำปลากระพงมาขอดเกล็ด ควักเอาพุงปลาออก ล้างให้สะอาด แล้วบั้งขวางเนื้อปลาข้างละ 3 บั้งให้ถึงกระดูก แล้วสะเด็ดน้ำให้แห้ง
2. ก่อนนำปลาไปนึ่งให้ใช้น้ำส้มสายชูและเกลืออย่างละ 1 ช้อนชา ผสมกัน แล้วนำไปทาตัวปลาให้ทั่ว วางใส่จาน พักไว้
3. นำน้ำสะอาดใส่ในซึ้ง ต้มให้น้ำเดือด จากนั้นให้นำปลากระพง (จากข้อ 2) ลงนึ่งในซึ้งเลยครับ แล้วปิดฝาหม้อ นึ่งไฟแรงประมาณ 10-15 นาที จนกระทั่งปลาสุก จากนั้นให้ยกปลาออกมา เทน้ำในจานปลาออกโดยใส่ถ้วยไว้ต่างหาก…อย่าทิ้ง
4. ระหว่างรอปลาสุก ให้ทำน้ำปรุงรสใส่ชามเตรียมไว้ โดยผสมกระเทียมสับ ต้นหอมสับ พริกขี้หนูสับ รากผักชีสับ น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน แล้วก็เติมน้ำจากตัวปลาลงไปผสมด้วย ชิมและเติมรสให้ถูกใจ 
5. นำปลาที่นึ่งสุกแล้ว ราดด้วยน้ำปรุงรสที่เตรียมไว้ เสิร์ฟร้อนๆ ประดับด้วยมะนาวฝานเป็นแว่นๆ โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ และผักชีไทยสับตามชอบครับ
(สำหรับเสิร์ฟรับประทาน 2 ที่)

แนะนำเคล็ดลับการนึ่งปลา

  • อาจเพิ่มผักลงไปในเมนูปลากะพงนึ่งมะนาว โดยวางผักต่างๆรองตัวปลาแล้วนำไปนึ่ง
  • ปลานึ่งมะนาว ไม่ว่าจะใช้ปลาอะไรทำนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องนึ่งปลาให้สุกเสียก่อน การที่จะนึ่งปลาไม่ให้คาวและเนื้อเละ ที่เป็นเหตุทำให้ทานปลาไม่อร่อย มีวิธีแก้ปัญหาดังนี้คือ ก่อนจะนำปลาไปนึ่งให้ใช้น้ำส้มสายชู และเกลืออย่างละ 1 ช้อนชา ผสมกัน ทาตัวปลาให้ทั่ว นำตะแกรงไปวางรองลังถึง จากนั้นให้นำปลาลงไปนึ่งในน้ำเดือดไฟแรง…จนปลาสุก ก็จะไม่มีกลิ่นคาวและเนื้อปลาก็จะไม่เละ

ข้าวผัดหมู

สูตรอาหารไทย ข้าวผัดหมู เมนูอาหารนี้อาจฟังดูเป็นอาหารพื้นๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การจะหาข้าวผัดหมูอร่อยๆถูกใจนั้นก็ไม่ง่ายเช่นกัน ปกติแล้วมักจะเจอแบบพอกินได้เท่านั้น ทั้งที่วิธีทำข้าวผัดหมูนั้นสามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากเลย แต่ทำไมความอร่อยและน่าทานจึงแตกต่างกัน คุณอยากรู้ไหม? …เคล็ดลับของข้าวผัดหมูนั้นอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ปรุง ว่าจะเพิ่มเสริมรสอย่างไรให้ถูกใจถูกปากผู้บริโภค และที่สำคัญข้าวผัดจะต้องแห้งหมาด รสชาติเข้มข้น สีสันสวยงาม และสิ่งหนึ่งที่ชวนให้รับประทานนั้น ได้มาจากผักและเครื่องปรุงที่เสริมลงไป นอกจากแปลกใหม่ไม่เหมือนใครแล้วยังให้รสชาติเลิศถูกอดถูกใจได้ไม่ยากอีกด้วย



เครื่องปรุง

  1. ข้าวสวย (ไม่แฉะ) ¾ ถ้วยตวง
  2. หมูสับ 50 กรัม
  3. หมูแฮมหั่นเป็นเส้นฝอย 1 แผ่น
  4. หมูยอหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
  5. กระเทียมสับ 8 กลีบ
  6. แครอทหั่นเป็นเส้นฝอย 3 ช้อนโต๊ะ
  7. มะเขือเทศผ่าตามยาว 1 ลูก
  8. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  9. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  10. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  11. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
  12. ซอสปรุงรสถั่วเหลือง 1 ช้อนชา
  13. มะนาว 1 ซีก
  14. แตงกวา ต้นหอม ผักชี พริกไทยป่น
(ถ้าบางอย่างไม่มีไม่เป็นไรครับ ใส่อย่างอื่นแทนได้ หรือถ้ามีแค่ข้าวกะไข่ ก็พอกล้อมแกล้มได้เหมือนกัน)

วิธีทำ


1. เริ่มต้นด้วยการตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปพอเริ่มร้อนใส่กระเทียมสับลงไปเจียวให้เหลือง 
2. จากนั้นจึงใส่หมูสับลงไปผัดพอสุกตามด้วยหมูแฮมและหมูยอลงไปผัด 
3. เสร็จแล้วใส่ข้าวสวยลงผัดให้ส่วนผสมเข้ากันจึงใส่แครอทและมะเขือเทศลงไปผัด ปรุงด้วยซอสปรุงรส และซีอิ๊วขาวผัดให้เครื่องปรุงเข้ากัน จากนั้นใช้ตะหลิวดันข้าวผัดขึ้นไปอยู่ข้างๆกระทะ เว้นที่ก้นกระทะไว้ตอกไข่ใส่ลงไป ใช้ตะหลิวตีไข่ให้แตก จากนั้นตักข้าวที่อยู่ข้างกระทะกลบทับไข่ไว้ รอจนไข่สุกแล้วจึงช้อนกลับให้ไข่อยู่ด้านบน ใส่น้ำมันหอยลงไปผัดให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ
4. ตักใส่จาน จัดเรียงแตงกวาและมะนาวไว้ข้างๆจานเสิร์ฟได้ทันที

เคล็ดลับวิธีทำข้าวผัดให้อร่อย

  • สิ่งสำคัญ ข้าวสวยที่ใช้ผัดต้องไม่แฉะ นอกจากนี้ เมื่อข้าวสุกใหม่ร้อนๆ ควรเกลี่ยใส่ถาด ให้ข้าวเย็นก่อนจึงนำมาผัด ข้าวจะไม่เกาะตัวเป็นก้อน 
  • น้ำมันไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำให้แฉะและเลี่ยน ไม่น่ากิน 
  • ต้องใช้ไฟกลางในการเจียวกระเทียมจนเหลือง ใส่เครื่องปรุงที่เป็นเนื้อสัตว์ผัดจนสุกก่อน จึงใส่ข้าวผัดให้ทั่ว ถ้าข้าวผัดชนิดใดมีส่วนผสมของไข่ต้องใส่ไข่ทีหลังข้าวพอผัดข้าวจนทั่วเกลี่ยข้าวไว้อีกด้าน หนึ่งต่อยไข่ใส่กลบข้าวบนไข่พอสุกจึงค่อยผัดไข่ ในขั้นตอนนี้ต้องผัดเร็วๆ ไข่จะเกาะเม็ดข้าวดี และไม่แฉะ เช่น ข้าวผัดปู ข้าวผัดทะเล ข้าวผัดกุ้ง ข้าวผัดหมู ในกรณีที่เป็นข้าวผัดที่นำน้ำพริกมาประยุกต์ คลุกน้ำพริกกับข้าวให้ทั่วก่อน จึงค่อยผัดทีหลังจะทำให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี 
  • “กระทะ” เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการทำข้าวผัดเลยทีเดียว กระทะเหล็กรับความร้อนได้เร็วและดี แต่ข้าวจะติดกระทะ ต้องผัดเร็วๆเหมาะสำหรับแม่ครัวที่ชำนาญในการผัดขัาว เพราะข้าวผัดที่ได้จะมีกลิ่นหอม ถ้าเป็นแม่ครัวมือใหม่ต้องใช้กระทะเทฟล่อน แต่กลิ่นหอมจะสู้ข้าวที่ผัดจากกระทะอะลูมิเนียม กระทะเหล็ก หรือกระทะเหล็กเคลือบไม่ได้ “ตะหลิว” ก็เช่นกันต้องเลือกด้ามที่ติดแน่น ทนความร้อน
  • พวกผักต่างๆนั้น ควรหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าหรือชิ้นเล็กๆ จะช่วยทำให้ข้าวผัดอร่อยกว่าใส่ชิ้นใหญ่ เช่น หอมใหญ่ คะน้า แครอท มะเขือเทศ ต้มหอม หั่นชิ้นเล็ก